(สำเนา) ผมและรมิดา

17 October 2009 by iMenn

สำเนาจากบันทึก ผมและรมิดา


เราคุยกันครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว แต่นั่นก็เพราะเธอทำบราวนี่มาในงาน ReadCamp ครั้งแรก และกระผมก็กินขนมเธอตามสัญชาติญาณเท่านั้น :P

อาจจะคุยกันผ่าน Twitter บ้างประปราย แต่ผมและเธอก็ไม่ได้คิดอะไรกัน

จนเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากเจอกันที่ร้านกาแฟที่พัชเล่นดนตรีอยู่และผมชวนเธอมาร้องเพลง คนรอบข้างเธอบอกเธอว่า เธอน่าจะไปด้วยกันกับผมได้ เธอจึงตัดสินใจจีบผมโดยการส่ง Direct Message มาหยั่งเชิงว่า

“คุณเม่นมีแฟนหรือยังคะ (มีคนฝากถาม)”

หลังจากนั้นผมจึงโทรคุยกับเธอเสียนาน ไม่อาจแน่ใจว่าตกหลุมรัก แต่แน่ใจว่าเราน่าจะมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน จึงได้นัดเจอกัน

เจอกันครั้งแรกที่ร้านกาแฟ เธอเอาหนังสือทำมือมาให้อ่านตามที่เคยเล่าให้ฟังว่า ความฝันของเธอคือการเป็นนักเขียน ผมเองจึงเพิ่งได้รู้ว่าตัวหนังสือของเธอน่าอ่านขนาดไหน พร้อมๆ กับที่เพิ่งได้สัมผัสว่าตัวจริงของเธอร่าเริงและเฮฮากว่าตัวอักษรของเธอมากนัก

ราวกับมีอะไรบางอย่าง กำหนดไว้ไม่ให้ผมได้อ่านงานเขียนของเธอก่อนเจอเธอ (บล็อกของเธอล่มในช่วงนั้น) และเธอเองก็ไม่ได้อ่านบล็อกของผมก่อนเจอผม จึงทำให้เราสองคนไม่มีมายาคติที่เจือปนอยู่ในงานเขียน และได้คุยกันอย่างที่ควรจะเรียนรู้กัน

เธอบอกว่า ในวันนั้น ผมกินกาแฟร้อน ฟองนมติดปากและเงยหน้าคุยกับเธอ เธอตกหลุมรักผมในวินาทีนั้น

สำหรับผม ผมคิดว่า หากกล่าวอย่างไม่โรแมนติคที่สุด นี่น่าจะนับเป็น Milestone (หลักกิโล) ของความสัมพันธ์ของเรามากกว่า เพราะยิ่งพบและยิ่งใช้ชีวิตร่วมกัน ก็ยิ่งรักกันมากขึ้นทุกที จนนับได้ยากว่า อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก เมื่อเธอนับว่า เธอตกหลุมรักผมในวินาทีนั้น ผมก็ขอนับว่า ผมเริ่มรักเธอนับจากวันนั้น

แล้วเดทครั้งที่ 3 ของเรา เราก็ตกลงเป็นแฟนกัน และในเวลาต่อมา เพียงไม่กี่ร้อยชั่วโมงที่ใช้ร่วมกัน เราก็ตกลงกันว่า เรามาแต่งงานกันเถอะ แล้วไปใช้ชีวิตร่วมกันที่ปาย เพราะเธอวางแผนจะไปเปิดร้านเค้กที่นั่นอยู่แล้ว และผมเองก็เคยวางแผนว่าจะไป “ตามหาสวนทูนอินของผม” อยู่แล้ว

เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมได้รู้สึกว่า ผมไม่ได้ตกหลุมรักความรัก ไม่ได้ตกหลุมรักเพลงที่ผมแต่งให้เธอ ไม่ได้ตกหลุมรักความโรแมนติคอะไรที่รายล้อมอยู่เลย นอกจากรู้สึกว่าเราควรจะใช้ชีวิตร่วมกัน และร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน

เราทั้งสองคุ้นเคยกันรวดเร็วอย่างน่าประหลาด ในฐานะคนที่เชื่อเรื่องชาติภพ และจินตนาการเพ้อเจ้อตามเศษเรื่องเล่าของหมอดู ผมคิดว่า เราน่าจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายชาติแล้ว แต่ชาติที่แล้วผมตัดสินใจทิ้งเธอไปบวชเป็นพระ (หมอดูหลายคนกล่าว, ผมค่อนเข้างเชื่อ-เพราะตอนเด็กผมโตมากับพุทธศาสนาแบบชาวบ้าน และสภาพแวดล้อมแบบวัดต่างจังหวัด) นั่นทำให้ห่วงโซ่ความสัมพันธ์ของผมและเธอขาดสะบั้นไป

ครั้งแรกที่เรานอนกอดกัน เธอร้องไห้และตัดพ้อว่า ผมหายไปที่ไหนแสนนาน ทำไมเราถึงเพิ่งมาพบกันป่านนี้

ผมบอกเธอว่า ผมขอโทษ อย่างไรก็ตาม เราได้มาพบกันแล้ว และเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป

ขอเชิญเพื่อนๆ ทั้งในชีวิตจริง และในโลกอินเตอร์เน็ททุกท่าน มางานแต่งงานของเราจะจัดขึ้นที่ปาย วันที่ 27 ก.พ. 2553 ครับ รายละเอียดจะนำไปไว้ที่เว็บไซต์ร้านเค้กของเรา SweetandMellow.com เร็วๆ นี้

ramida-imenn

ผมและรมิดา ภาพโดยสองเรา,พัช @ipattt,พี่เอ๋อ @iWhale, อ.จิ กล้อง iPhone


756 views
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading ... Loading ...

มี 2 ความคิดเห็น

  1. Ju..Ju.. says:

    Hello!! P’Menn , it’s Ju here (P’1 s brother) guess you could remind me, right?

    So sweet story , you guys seem to be on top of the world. I believe so.

    If nothing more urgent , I’ll attend your one in a life time wedding na krab P’

    Soooo glad that you got a true soulmate. Way to go!! keep it up bro

  2. เรียกว่าเป็นคู่บารมีกันมา หรือที่เรียกว่า บุพเพสันนิวาส (ความเกี่ยวเนื่องกันมาแต่ก่อนเก่า) เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนะ อาจจะขาดกันไปบ้างบางชาติบางภพ ด้วยเหตุแห่งกรรม แต่พอมาเจอกันจิตจำกันได้เลยปิ๊ิง ๆ บางคู่จำกันได้แม่นเห็นปุ๊บรักปั๊บ บางคู่ก็นาน ผมเองเป็นเพื่อนกันตั้ง 4 ปีกว่าจะจำได้ว่า เฮ้ย เราเป็นคู่กันมาก่อนนี่หว่า อธิษฐานตามกันมา มิน่าเห็นแวบแรกคุ้น ๆ

    ที่เม่นเขียนมานั้นไม่แปลกดอก ขอให้เชื่อเถอะ จริงแท้แน่นอน ดูหลาย ๆ คู่ สิ ข้ามขอบฟ้ามารักกันเชียวนะ ผมยังข้ามจากอีสานมาตามหาคู่อธิษฐานที่ กทม. เลย ฮาๆ

    ขอแสดงความยินดีด้วย ถ้ามีโอกาสจะไปร่วมงาน ขอให้มีความสุขตลอดไปครับ

Leave a Reply